วิธีปฏิบัติการให้อาหารสายยางผู้ป่วย ทางจมูก กับหน้าท้อง แตกต่างกันอย่างไรแม้ว่าขั้นตอนการให้อาหาร (การต่อกระบอกฉีดยาและการปล่อยอาหาร) จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ "วิธีการตรวจเช็กตำแหน่ง" และ "การดูแลความสะอาดผิวหนัง" ครับ
1. วิธีปฏิบัติขณะให้อาหาร (ความแตกต่างหลัก)
หัวข้อ การให้ทางจมูก (NG Tube) การให้ทางหน้าท้อง (PEG Tube)
การเช็กตำแหน่ง สำคัญมาก: ต้องเช็กขีดเครื่องหมายที่จมูก และดูดทดสอบดูน้ำย่อย (pH) เพื่อให้แน่ใจว่าสายไม่เลื่อนเข้าหลอดลม เช็กโดยดูเลขที่สายบริเวณหน้าท้องว่าเลื่อนออกหรือไม่ สายมักจะไม่เลื่อนเข้าปอดเพราะเจาะตรงเข้ากระเพาะ
การไล่อากาศ ต้องพับสายก่อนเปิดจุกเสมอ เพื่อกันลมเข้าท้อง ต้องพับสายหรือปิดคลิปหนีบสายก่อนเปิดจุกเช่นกัน
ความรู้สึกผู้ป่วย อาจมีความระคายเคืองคอขณะอาหารไหลผ่านสาย มักไม่มีความรู้สึกระคายเคืองที่คอหรือจมูก
2. การดูแลรักษาความสะอาด (ความแตกต่างที่ต้องระวัง)
สายทางจมูก (NG Tube)
ผิวหนัง: ต้องเช็ดทำความสะอาดปีกจมูกและเปลี่ยนตำแหน่งการติดพลาสเตอร์ทุกวัน เพื่อป้องกัน "แผลกดทับที่จมูก"
ช่องปาก: แม้ไม่ได้กินทางปาก แต่ต้องแปรงฟันและเช็ดลิ้นวันละ 2 ครั้งเพื่อลดแบคทีเรีย
ระยะเวลา: ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนสายใหม่ทุก 2-4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับชนิดของสาย)
สายทางหน้าท้อง (PEG Tube)
แผลหน้าท้อง: ต้องทำความสะอาดรอบรูเจาะด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline) วันละ 1-2 ครั้ง เช็ดให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันเชื้อราและการอักเสบ
การหมุนสาย: หลังจากแผลแห้งดีแล้ว (ประมาณ 2 สัปดาห์) ควร หมุนสายยาง 360 องศา และขยับสายเข้า-ออกเล็กน้อยทุกวัน เพื่อป้องกันเนื้อเยื่อโตมาเกาะติดสาย (Internal Bolster)
ระยะเวลา: สายมีความทนทานสูง เปลี่ยนเพียงปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น
3. ข้อดี-ข้อเสีย ในระยะยาว
ทางจมูก: เหมาะสำหรับระยะสั้น (ไม่เกิน 4-6 สัปดาห์) ข้อเสียคือเจ็บจมูก รำคาญ และสายหลุดง่ายหากผู้ป่วยดึง
ทางหน้าท้อง: เหมาะสำหรับระยะยาว (เกิน 1 เดือน) ข้อดีคือคนไข้สบายตัวกว่า ไม่สำลักง่าย และสามารถใส่เสื้อผ้าปกปิดได้มิดชิด ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกอายครับ
💡 สรุปขั้นตอนที่ "เหมือนกัน"
ท่านอน: ต้องยกศีรษะสูง 30-45 องศาเสมอ
การเช็กอาหารค้าง: ดูดเช็กว่ามื้อเก่าหมดหรือยังก่อนให้มื้อใหม่
ความเร็ว: ปล่อยอาหารช้าๆ เฉลี่ย 30-45 นาทีต่อมื้อ
การล้างสาย (Flush): ให้น้ำตาม 30-50 ซีซี ทั้งก่อนและหลังให้อาหาร/ยาเสมอ