ผู้เขียน หัวข้อ: การลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายยางให้อาหารสายยาง  (อ่าน 65 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,005
    • ดูรายละเอียด
การลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายยางให้อาหารสายยาง

การลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สายยางให้อาหาร ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่อง แต่ยังลดโอกาสการติดเชื้อรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ป่วยติดเตียงครับ

แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดครับ

1. ป้องกันการสำลักและปอดอักเสบ (หัวใจสำคัญที่สุด)

ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) มักเกิดจากอาหารไหลย้อนกลับเข้าสู่ปอด

ท่าทาง: ต้องยกศีรษะและลำตัวส่วนบนให้สูงอย่างน้อย 30-45 องศา เสมอขณะให้อาหาร

หลังอาหาร: ห้ามให้นอนราบทันที ต้องคงท่าศีรษะสูงไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อรอให้อาหารเคลื่อนลงสู่ลำไส้เล็ก

ความเร็ว: ปล่อยให้อาหารไหลตามแรงโน้มถ่วงช้าๆ ห้ามใช้ลูกสูบดันอาหารเข้าอย่างรวดเร็ว


2. ป้องกันสายเลื่อนหลุดและอุดตัน

เช็กตำแหน่ง: ตรวจสอบขีดเครื่องหมายบนสายยางทุกครั้งก่อนเริ่มให้ หากสายเลื่อนออกมาผิดปกติ ห้ามให้อาหารเด็ดขาดเพราะปลายสายอาจอยู่ในหลอดลม

ล้างสาย (Flush): ใช้น้ำต้มสุกสะอาดประมาณ 30-50 มล. ฉีดล้างสายทั้ง ก่อนและหลัง การให้อาหารหรือยา เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารตกค้างจนบูดเน่าหรืออุดตันสาย

ยา: หากต้องให้ยาทางสายยาง ต้องบดยาให้ละเอียดที่สุดและละลายน้ำจนไม่มีตะกอน


3. ป้องกันการติดเชื้อและท้องเสีย

ความสะอาด: ผู้ดูแลต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง อุปกรณ์ทุกชิ้น (กระบอกฉีดยา, แก้ว, ข้อต่อสาย) ต้องล้างและทำให้แห้ง หรือลวกน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อ

ความสดใหม่: อาหารปั่นต้องทำสดใหม่ ไม่ควรตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเกิน 2 ชั่วโมง หากแช่เย็นต้องอุ่นให้ร้อนก่อน (แต่รอให้อุ่นพอก่อนให้ผู้ป่วย)

วัตถุดิบ: ต้องปรุงสุก 100% หลีกเลี่ยงผักสดหรือของดิบที่มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน


4. ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

สายทางจมูก (NG Tube): เปลี่ยนตำแหน่งการติดพลาสเตอร์ที่จมูกบ่อยๆ เพื่อป้องกันแผลกดทับ และใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดรูจมูกเพื่อลดการสะสมของน้ำมูกและเชื้อโรค

สายหน้าท้อง (PEG): ทำความสะอาดรอบแผลด้วยน้ำเกลือ (NSS) และ ซับให้แห้งสนิท เสมอ หากแผลแฉะจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อราหรือผิวหนังอักเสบจากน้ำย่อยกัด


5. การสังเกตและจัดการ "อาหารค้าง"

Residual Check: ดูดเช็กปริมาณอาหารในกระเพาะก่อนมื้อถัดไป หากค้างเกิน 100 มล. แสดงว่ากระเพาะทำงานช้า ควรเลื่อนมื้ออาหารออกไปก่อนเพื่อป้องกันการล้นและอาเจียนสำลัก


สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ผู้ป่วยมีไข้สูง หนาวสั่น หรือหายใจหอบเหนื่อยหลังให้อาหาร

ไออย่างรุนแรงขณะให้อาหาร หรือมีเศษอาหารออกมาทางปาก/จมูก

บริเวณรอบรูเจาะหน้าท้อง บวม แดง ร้อน หรือมีหนอง

สายหลุด: โดยเฉพาะสายหน้าท้อง ห้ามใส่เอง ให้รีบไปโรงพยาบาลทันทีภายใน 2-4 ชั่วโมงครับ

 

ลงประกาศฟรี ติดอันดับ Google โฆษณาฟรี ประกาศฟรี ขายฟรี ลงประกาศขายบ้าน ขายที่ดิน ขายคอนโด ขายรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอุตสาหกรรม อาหารเสริม เครื่องสำอางค์ สถานที่ท่องเที่ยว ลงโฆษณาฟรี google